อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช

travel_doitao.jpg
สนับสนุนสวัสดีดอยเต่ากดโฆษณาคนละที แล้วกด back กลับมา :) ช่วยให้เว็บอยู่ได้นานๆ

ที่ดอยเต่า เคยสงสัยไหมว่าทำไมจึงมีอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช จากการที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ใช้เส้นทางเดินทัพมาตีเชียงใหม่ครั้งแรกในปี 2313 ด้วยการผ่านขึ้นมาทางลำพูน ไม่ใช่ลำปาง เนื่องจากจุดตัดรอยต่อที่เมืองเถินนั้นเป็นทางสามแพร่ง

แพร่งแรกคือสวรรคโลก อันเป็นเมืองที่พระองค์ทรงยกทัพมาอีกสองทาง ระหว่างลี้ขึ้นลำพูน กับเถิน-เกาะคาขึ้นลำปาง

แน่นอนว่าหากไม่ทรงมีกิจธุระใดสำคัญที่ต้องทำในลำปาง (เช่น ประสงค์จะไปกราบนมัสการพระธาตุลำปางหลวง) ก็ไม่ควรเสียเวลาเลือกเส้นทางหลัง เพราะต้องพบกับความวิบากสาหัสในการพิชิตยอดดอยขุนตานอีกต่อหนึ่ง

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงเลือกที่จะขึ้นมาเชียงใหม่ทางทิศตะวันตก คือเมืองลี้

จากนั้นเดินบกอีกนิดหน่อยตัดลงไปหาท่าน้ำทางแก่งก้อ เมื่อพบแม่น้ำปิงจึงได้เดินทัพโดยทางเรืออีกครั้ง

เนื่องจากเอกสารพงศาวดารต่างๆ ในส่วนนี้ กล่าวแต่เพียงย่นย่อ ไม่มีการบันทึกเมืองตามเบี้ยบ้ายรายทางว่าทรงพักแรมกี่คืนที่ไหนบ้าง

แต่ที่แน่ๆ พระองค์ต้องทรงผ่านชัยภูมิสำคัญๆ ซึ่งกษัตรีย์ในอดีต คือพระนางจามเทวี ทรงแวะพักแรมมาแล้วเป็นระยะๆ

เช่น บริเวณดอยเกิ้ง (อำเภอดอยเต่า) เวียงฮอด พระธาตุศรีจอมทอง พระธาตุดอยน้อย (จุลคีรี อำเภอดอยหล่อ) เป็นต้น

จะมีก็แต่ละแวกเวียงป่าซาง ที่มีคนเฒ่าคนแก่หลายคนเล่าให้ดิฉันฟังว่า มีร่องรอยกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเคยเสด็จผ่านมาอยู่ 2 จุด

จุดแรกคือ บริเวณริมน้ำแม่ปิง แถวบ้านวังสะแกง

และอีกจุดคือ บริเวณวัดหนองดู่ กับวัดเกาะกลาง (ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง) อันเป็นที่ตั้งชุมชนชาวมอญมาตั้งแต่อดีต

เจ้านวลระหง ณ ลำพูน (สกุลเดิม ปัจจุบันอายุมากกว่า 75 ปี) เคยให้สัมภาษณ์ว่า บริเวณเวียงเกาะกลางคือจุดพักทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งพระองค์มีศรัทธาปสาทะต่อวัดนี้อย่างแรงกล้า ถึงกับได้ร่วมฝากผลงานฝีพระหัตถ์ปั้นทวารบาล (ยักษิณี) ปูนปั้นที่มีศิลปะคล้ายจีน เพื่อถวายแด่พระนางจามเทวี (ในฐานะที่เวียงเกาะกลางเป็นสถานที่ประสูติของพระนางจามเทวี ตามความเชื่อของชาวมอญ) ไว้ด้วย 1 คู่

ครั้งหนึ่งทวารบาลคู่นั้นเคยประดิษฐานอยู่ ณ บริเวณซากโบราณสถานเนินบ้านเศรษฐีอินตา ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดเกาะกลาง ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เวียงเกาะกลาง

เจ้านวลระหงตั้งคำถามว่า เหล่านักโบราณคดีมิเคยเอะใจกันบ้างหรือ ว่าเหตุใดศิลปะทวารบาลปูนปั้นนี้จึงมีรูปแบบคล้ายศิลปะจีน ซึ่งแปลกแยกแตกต่างออกไปจากศิลปกรรมปูนปั้นชิ้นอื่นๆ โดยสิ้นเชิง

อันที่จริงในสายตาของดิฉันปูนปั้นยักษิณีดังกล่าว สามารถมองได้หลายมิติ

มุมหนึ่งอาจดูคล้ายศิลปะจีนอยู่บ้าง

(แต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ว่ามีอายุเก่าเพียงแค่ 250 ปีเท่านั้นเองหรือ ในเมื่อประติมากรรมชิ้นอื่นๆ ที่พบในสถานที่แห่งเดียวกันมีอายุมากกว่า 500 ปี)

อีกมุมหนึ่งนั้น มีลักษณะละม้ายกับอสูรยุดนาคของขอมสมัยบายนที่ปราสาทหินนครธมซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มากกว่าไหม

ปริศนาเรื่องเศียรยักษิณี คงต้องมีการศึกษากันอย่างละเอียดต่อไป

นอกจากนี้แล้ว ด้านหน้าวัดหนองดู่ กลางลำน้ำปิง บริเวณใกล้ฝายเก็บน้ำ มีชาวประมงงมเจอปืนใหญ่โปรตุเกสกระบอกหนึ่ง มีขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นปืนใหญ่สำหรับขึ้นหลังช้างหรือติดตั้งในเรือ (ดิฉันเคยเขียนถึงปืนใหญ่กระบอกนี้แล้วอย่างละเอียดในเรื่อง “500 ปีความสัมพันธ์สยาม-โปรตุเกสฯ” เมื่อปี 2556)

อนึ่ง ประวัติศาสตร์บอกเล่าของคนในชุมชนทั้งหมดนี้ ยังไม่มีเอกสารหรือหลักฐานด้านลายลักษณ์มารองรับแต่อย่างใด

แต่ดิฉันก็ยังไม่อยากตัดข้อมูลส่วนนี้ทิ้ง วันข้างหน้าอาจค้นพบหลักฐานมาสนับสนุนเพิ่มเติมก็เป็นได้

ผ่านลำพูนด้วยเส้นปิงเก่า

ส่วนในลำพูนนั้น จุดที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชประทับ พงศาวดารฝ่ายสยามระบุชัดว่าอยู่ที่พระตำหนักริมน้ำ บริเวณแม่ปิงเก่า (ปัจจุบันคือแม่กวง)

สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ไม่ไกลจากประตูท่านาง และวัดพระธาตุหริภุญชัย คือฟากตะวันตกของแม่น้ำกวง

การเดินทัพจากลำพูนเข้าสู่เชียงใหม่ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีการใช้เส้นทางผ่านท่าวังตาล ซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้กับแหล่งโบราณสถานเวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ แสดงว่าทรงเลาะเลียบลำน้ำกวง (ปิงเก่า) เข้าสู่ลำน้ำปิงสายหลัก

ยกพลขึ้นบกที่ประตูท่าแพด้านทิศตะวันออก จากนั้นประทับในเชียงใหม่เป็นระยะเวลา 9 วัน

พระตำหนักที่ประทับของพระองค์ในครั้งแรกนี้ ไม่อาจทราบได้ว่าควรอยู่ที่ใด เนื่องจากการศึกครั้งนั้นกองทัพฝ่ายสยามยังไม่สามารถพิชิตเชียงใหม่จากพม่าได้

ดังนั้น ที่ประทับจึงไม่ควรเป็น “ข่วงหลวงเวียงแก้ว” หรือเขตพระราชฐานของเจ้าเมือง เพราะพม่ายังตรึงทัพไว้

การเดินทัพกลับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชพงศาวดารระบุไว้อย่างรวบรัดตัดตอนว่าทรงเสด็จกลับมาประทับที่เมืองระแหง ลงมาเมืองพิชัย และเสด็จทางชลมารคสู่พระนคร โดยไม่ให้รายละเอียดของเส้นทางระหว่างเชียงใหม่-ลำพูน อีกเช่นเดิม

สันนิษฐานว่าขาล่องนี้ทรงใช้เส้นทางสายเดียวกันกับขาขึ้น คือลงจากลำพูนสู่เวียงป่าซาง เวียงเกาะกลาง เวียงหนองล่อง จอมทอง ฮอด ดอยเต่า แก่งก้อ ลี้ โดยทางชลมารค

เฉพาะช่วงลี้สู่เถินเท่านั้นที่ต้องเดินทางตัดป่าด้วยสถลมารค จากนั้นลงสู่ปากวัง และเข้าสู่บ้านตาก บ้านระแหง

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

กับการยกทัพขึ้นมาตีเชียงใหม่ครั้งที่ 2

เหตุการณ์ตรงกับพุทธศักราช 2317 การยกทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นมาตีเชียงใหม่ครั้งนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากทรงทราบว่า พม่ามีแผนการจะยกทัพมาตีกรุงธนบุรี

โดยโปมะยุหง่วน เจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้พญาจ่าบ้าน และพญากาวิละคุมชาวเมืองเชียงใหม่จำนวน 1,000 คน เป็นกองหน้ายกทัพมาก่อน

จากนั้นเป็นทัพของโปสุพลา (เนเมียวสีหบดี) ยกตามมาอีก 9,000 คน จึงได้รู้ว่าพระญาจ่าบ้าน และพระญากาวิละได้ทรยศหักหลังพม่า หันมาสวามิภักดิ์ต่อสยาม

โดยผู้ที่คุมทัพหน้าฝ่ายสยามครั้งนั้นคือ เจ้าพระยาจักรี (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1) ได้รับกองทัพของพระญาจ่าบ้านและพระญากาวิละเข้ามาเป็นแนวร่วม โดยให้ถือน้ำสวามิภักดิ์ และให้คุมพลกลับไปเชียงใหม่อีกรอบ

ทำให้โปสุพลาต้องล่าถอยคืนสู่เชียงใหม่ ในช่วงแรกกองทัพสยามต้องหยั่งเชิงอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิงเก่า (กวง) ข้างเหนือเมืองลำพูน (น่าจะเป็นสถานที่เดิมกับคราวที่ทัพหลวงเคยตั้งทัพครั้งแรกในลำพูน)

ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชคุมทัพหลวงจากเมืองระแหงขึ้นมาทางบ้านตาก ปากวัง เมืองเถิน แต่คราวนี้พระองค์ไม่ได้เข้าสู่เมืองลี้-ลำพูนเหมือนครั้งที่ 1

หากใช้เส้นทางแม่วัง-ลำปาง ขึ้นมายังสบปราบ เกาะคา ห้างฉัตร แม่สัน ครั้งนี้เข้าลำพูนด้วยการอ้อมเขาขุนตานผ่านมาทางแม่ทา และมาตั้งรั้งทัพ ณ บริเวณ “พระตำหนักค่ายมั่นริมน้ำเมืองเชียงใหม่”

จากนั้นได้เข้าโจมตีกองทัพพม่าแตกพ่ายหนีไปทางประตูช้างเผือก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงได้เข้าไปประทับในพระตำหนักเมืองเชียงใหม่ น่าจะหมายถึงบริเวณข่วงหลวงเวียงแก้ว คือเขตพระราชวังเก่า ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยพระญามังราย

คราวนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประทับที่เชียงใหม่ 7 วัน พงศาวดารระบุว่าพระองค์เสด็จไปนมัสการพระพุทธปฏิมากร วัดพระสิหิงค์ (หมายถึงพระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์) ในวันพุธ เดือนยี่ แรม 2 ค่ำ เพลาเช้า

จากนั้นจึงเสด็จกลับไปลำพูน ทรงแต่งตั้งให้พระญาจ่าบ้านขึ้นเป็นพระญาวชิรปราการ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ให้พระญาวชิรปราการทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดพระธาตุหริภุญชัย

ขากลับพระองค์คงใช้เส้นทางเดิมคือ ออกจากลำพูนเข้าสู่แม่ทา ในยุคที่ยังไม่มีอุโมงค์รถไฟขุนตาน และถนนซูเปอร์ไฮเวย์ สาย A1 จะเป็นเส้นทางอ้อมคดเคี้ยวขนานภูเขาไปสู่ช่องกิ่วทะลุขุนตาน

จากแม่ทาเข้าสู่แม่สัน ห้างฉัตร บริเวณอำเภอห้างฉัตรเชื่อมต่ออำเภอเกาะคา ซึ่งบริเวณนี้มีวัดสำคัญถึง 3 แห่ง ได้แก่ วัดปงยางคก วัดไหล่หิน และวัดพระธาตุลำปางหลวง

ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง ได้มีการแต่งตั้งพระญากาวิละขึ้นเป็นเจ้าเมืองลำปาง และให้มีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ ที่นั้น

สรุปครั้งแรกเข้าแม่ปิง ครั้งที่สองขึ้นแม่วัง

เส้นทางเสด็จของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ขึ้นมาตีเชียงใหม่ 2 ครั้งนั้น ได้ใช้เส้นทางต่างกัน ครั้งแรก มาจากพิชัย สวรรคโลก เถิน จากนั้นแยกซ้ายเข้าเมืองลี้ เลาะเลียบลงแม่น้ำปิงขึ้นสู่ลำพูน โดนมีร่องรอยว่าขบวนทัพแวะพักตามจุดต่างๆ 2-3 จุด คือที่ลี้ เวียงหนองล่อง และป่าซาง

ครั้งที่ 2 เดินทางมาจากเมืองระแหง สู่บ้านตาก ปากวัง เถิน สบปราบ เกาะคา ห้างฉัตร แม่สัน แม่ทา ลำพูน เชียงใหม่

ส่วนขากลับนั้น พระองค์เดินทางกลับด้วยเส้นทางเดิมเหมือนกันกับขาขึ้นทั้งสองครั้ง

ครูบาป่านิกร ชยฺยเสโน หัวหน้าสำนักสงฆ์พระบรมธาตุแก่งสร้อย ได้อธิบายว่า เคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่ที่อำเภอลี้เล่าว่า บริเวณอุทยานพุทธปางประทีป ตำบลป่าลาน อำเภอลี้นั้นเคยเป็นจุดพักยั้งทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดังนั้น จึงมีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ไว้ที่ลานด้านหน้า

นอกจากนี้แล้ว ครูบาป่านิกร ชยฺยเสโน ยังได้กล่าวว่า แต่เดิมชาวบ้านเคยเชื่อกันว่า ถ้ำช้างร้อง อยู่กลางลำน้ำปิง มีพลับพลาที่ประทับหลังหนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันว่า “พลับพลาพระเจ้าตาก”

ถ้ำช้างร้องอยู่ไม่ไกลจากสำนักสงฆ์พระบรมธาตุแก่งสร้อย ทำให้ในอดีตครูบาป่านิกรจึงเชื่อว่าสำนักสงฆ์พระบรมธาตุแก่งสร้อยและถ้ำช้างร้องคือเส้นทางเสด็จของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ไว้ที่แก่งสร้อย

แต่ต่อมาเมื่อครูบาป่านิกรได้มาสำรวจเส้นทางในอุทยานแห่งชาติแม่ปิงอย่างละเอียด ประกอบกับได้อ่านพงศาวดารฝ่ายสยามหลายเล่ม จึงทราบความจริงว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จขึ้นมาลำพูนครั้งแรก เดินทางมาจากสวรรคโลก (ทะลุอำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ในปัจจุบัน) จากนั้นพบรอยต่อระหว่างอำเภอเถินกับอำเภอลี้ ในเอกสารระบุว่าท่านใช้เส้นทางลี้ ประกอบกับชาวบ้านบอกว่าท่านยั้งทัพที่อุทยานพุทธปางประทีป

จึงมีความเป็นไปได้ว่า กองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ลงเรือลัดเลาะเลียบลำน้ำปิงขึ้นไปทางเหนือ จากเมืองลี้ สู่เมืองฮอด จอมทอง เวียงหนองล่อง ป่าซาง และลำพูน ประทับที่ลำพูนก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่เชียงใหม่

อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช
อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ดอยเต่า
ที่มามติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 – 26 กรกฎาคม 2561
คอลัมน์ปริศนาโบราณคดี
ผู้เขียนเพ็ญสุภา สุขคตะ
เผยแพร่วันพฤหัสที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2561

ตำนานวัดพระธาตุดอยเกิ้ง

doitao_66313080085.jpg
สนับสนุนสวัสดีดอยเต่ากดโฆษณาคนละที แล้วกด back กลับมา :) ช่วยให้เว็บอยู่ได้นานๆ

วัดพระธาตุดอยเกิ้ง ตั้งอยู่บนยอดดอยเกิ้ง เป็นวัดเก่าแก่มีประวัติยาวนาน ในตำนานพระเจ้าเลียบโลกว่าเหตุที่ได้ชื่อดอยเกิ้งเพราะ ขุนแสนทองได้นำเกิ้ง(สัปทน)กางกั้นให้พระพุทธเจ้า เป็นปูชนียสถานที่นับถือของชาวดอยเต่าและชาวฮอด มีการบูรณะหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญสุดคือการบูรณะของครูบาเจ้าศรีวิไชย ในปี พ.ศ. 2463-2464
.
ซอคร่าวเชียงแสน เป็นตำนานเรื่องพระสีวิไชยวัดบ้านพาง แต่งโดย พระท้าวสุนทรพจนกิจ (ใหม่บุญมา) มหาสิงฆะ วรรณสัย ปริวรรต ได้กล่าวถึงการบูรณะพระธาตุดอยเกิ้งที่รกร้างของครูบาเจ้าศรีวิไชยและการสร้างถาวรวัตถุของเหล่าศรัทธาทั้งหลายต่างๆ ดังนี้
……..จักชี้แจง…….หื้อแจ้งแน่ครัก………………ตามท่านได้หมายนาม
เมื่อพระพุทธะ……ศก๖๓………………………..พระทรงนาม……….สีลใสผ่องแผ้ว
ไปสร้างเขาเขียว………เมืองยาวกู่แก้ว……….อยู่แขวงลำปางหัวน้ำ
.
……..ร้อยรูเพีย…….ท่านชูช่วยค้ำ………………กับวัดไก่แก้วเมืองยาว
ร้อยแถบทัด……ล้วนเงินขาวๆ…………………..ดอยเต่าสบลี้……….แช่ห่มนั้นอั้น
๖๐รูเพีย………เป็นตราแม่นหมั้น……………….ลวดกลับลำพูนสำนัก
.
……..ยั้งผ่อนกาย…….สบายเหนื่อยพัก……….แล้วบังเกิดด้วยสัทธา
ดวงจิตคิดไว้……ใคร่ไปไหว้สา…………………..ที่ฐปันนา……….พระธาตุดอยเกิ้ง
จึงหานาวา………ด้วยใจหลิ่งเสิ้ง……………….ล่องลงเทิงดอยน้อย
.
……..จุฬคีรี…….นามมีบ่คล้อย………………….พระยอดสร้อยวันทา
พักที่นั้น……คืนหนึ่งเป็นตรา…………………….คันรัตติยา……….รุ่งมาแล้วอั้น
นาวาเดิน………รีบเร็วจั้นๆ………………………ตามลำพิงแม่น้ำ
.
……..ชนบท…….ผดหลายล่วงล้ำ………………ลงรอดหั้นจอมทอง
ลวดพักยั้ง……กะเตรียมสิ่งของ…………………ยกไปทาน……….พระธาตุเจ้า
เครื่องครัวทาน………แห่งพระผ่านเผ้า………..หลายอันมีใส่พร้อม
.
……..ปริกขาร…….ทูนทานนอบน้อม……………ถวายธาตุเจ้าจอมทอง
ท่านทานเสร็จแล้ว……คลาดแคล้วเถิงถอง….ล่องลงไป……….อี่ลิงบ้านห้วย
๒๕๐………ทานพระบาทด้วย……………………พักนอนคืนนึ่งเล้า
.
……..รัตติยา…….รุ่งขึ้นยามเช้า………………….เรือล่องเต้าลงไป
ตามร่อมน้ำ……แม่พิงคำใส………………………ไปพักนอน……….พระบาทแก้วเข้า
แปดร้อยรูเพีย………ของท่านธุเจ้า………………ท่านทำบุญบ่ละ
.
……..สร้างวิหาร…….พุทธปาทะ…………………ที่เมืองหอดหั้นเรืองไร
เลยล่องท้าง……ตามแม่พิงใส…………………..ล่องลงไป……….รอดเถิงดอยเกิ้ง
ที่ดวงใจใส………สัทธาหลิ่งเสิ้ง…………………เริ่มทำบุญธาตุพระ
.
……..ปฏิสังขรณ์…….พระเจติยะ………………ฐานใหญ่กว้าง๖วา
ทังสูงส่งพ้น……ขึ้นบนเวหา…………………….๑๒วาดี……….ลวงสูงธาตุเจ้า
ฉัตรมุงบน………เป็นชั้นพอ๙…………………….สวยงามเลาใช่ช้า
.
……..ทองจังโก…….ติดคำร่ามฟ้า………………ใสสว่างหน้าควรแยง
เหมือนอินท์เทพทิพ……มาแต่งมาแปลง……..ปุนดีแยง……….นบน้อมกราบเฝ้า
ที่ฐปันนา………พระธาตุเจ้า………………………อันฝูงเทพานระ
.
……..หากไปสักการ…….ไปทานธาตุพระ……..นบกราบไหว้ปูชา
ด้วยวิริยะ……และอุสสหา………………………..ในเจตนา……….ท่านเป็นเค้าเหง้า
สังรวมเงิน………ที่สวาธุเจ้า………………………ส่วนทำบุญไม่น้อย
.
……..มีหมื่น๖พัน…….เสษปลาย๙ร้อย………..๓๔เสี้ยงการทาน
กับธุอินทะ……สร้างพระวิหาร…………………..ทังท้าวก่ำแพง……….หมู่บ้านงิ้วเถ้า
ภยาสุจจริต………ท่าเดื่อร่วมเข้า……………….ทังนางแค้มบ้านชั่งแปลงทาน
.
……..เขาหมู่นี้…….สร้างพระวิหาร……………..๓ห้องเชียงคราน……..เครื่องไม้สักเสี้ยง
เสาก่อด้วยดิน……ปักเขตเลี่ยนเกลี้ยง………..สวยชินเชียงบ่ช้า
.
……..มุงดินขอ…….ปานลมช่อฟ้า………………ประดับดอกด้วยหลายพาย
เสี้ยงเงินบ่น้อย……๕ร้อยยังปลาย……………..๕แถบเนอนาย……….เท่านั้นเนอเจ้า
ท้าวก่ำแพง………หมู่บ้านงิ้วเถ้า…………………จินดาเซาใฝ่มัก
.
……..ได้ชวนเพื่อนฝูง…….บำรุงจ่องชัก………….คิดร่ำสร้างสาลา
นายสีบ้านชั่ง……นายดีมืดก๋า…………………….ทังนายคำพา……….บ้านหนองอี่ปุ้ม
เสาไม้จิง………ได้ปกยกตุ้ม……………………….หลังคามุงแผ่นไม้
.
……..กระยาเลย…….พื้นแป้นลวาดไว้…………..ฝาก็แป้นทังมวล
เสี้ยงเงินบ่น้อย……๓ร้อยตระหมวน……………..สาลาทังมวล……….ท่านแปลง๕ห้อง
ดีธุยาง………ใจจงเจตข้อง………………………….กองบุญทานบ่ละ
.
……..พร้อมเพียงกัน…….ทังธุอินทะ………………นายองไก่บ้านองแซ
หน่อแก้วท่งน้อย……เจริญใจแฝ…………………..สร้างสาลาทาน……….หลังหนึ่งดีแหน้น
เสาไม้จิง………พื้นแป้นฝาแป้น……………………หลังคามุงแผ่นไม้
.
……..กะยาเลย…….๕ห้องปลูกไว้………………..ดีใช่หน้อยโสภา
เสี้ยงเงินบ่น้อย……๓ร้อยเป็นตรา………………..ปลายซาวแทงคา……….จดหมายไว้หมั้น
นายก้อนกำนัน………เมืองตืนนั้นอั้น…………….กำนันทังลูกน้อง
.
……..พร้อมใจกัน…….หมู่ชุมเพื่อนพ้อง………….ทุกใหญ่หน้อยชายยิง
สาลาสร้างไว้……ด้วยเสาไม้จิง……………………เครื่องกะยาเลย……….หึกหนาหนืดแหน้น
ขื่อแปกอน………พื้นแป้นฝาแป้น…………………หลังคามุงแผ่นไม้
.
……..รัชฏา…….ได้เสี้ยงทานไว้……………………๒ร้อยแถบถ้วนเป็นทาน
กับธุอินทะ……ได้สร้างวิหาร……………………….หลังนึ่งเชียงคราน……….ปัญจะ๕ห้อง
เครื่องไม้สัก………ประดับหยั่นหย้อง…………….ติดคำงามใช่ช้า
.
……..ติดพานลม…….ใส่ทังช่อฟ้า…………………ผายแผ่หน้างามงอน
เสาถัมภะ……ก่อดินสลอน…………………………ปังเอกลาภอน……….ขาวใสบ่เส้า
มุงแป้นเก็ด………กั้นกางพระเจ้า…………………สวยงามเลาใช่น้อย
.
……..เสียงรัชฏา…….แทงคา๗ร้อย………………..บ่หยุดหย่อนห้อยลงมา
นายหมูนึ่งนั้น……มีนามเป็นตรา………………….ได้สร้างสาลา……….หลังนึ่งไว้ด้วย
ทังนายเขียว………บ้านสบหอดห้วย……………..เป็นเพื่อนทวยท่านไธ้
.
……..ใส่เสาไม้จิง…….๔ห้องเครื่องไม้…………….มุงใส่แป้นฝาดี
เสี้ยงเงินบ่น้อย……๒ร้อยรูปี๋………………………..๕๔มี……….ท่านแปลงแต่งสร้าง
นายเผือกใจใส………นายใหม่ใจกว้าง……………คิดสาลาทานธาตุพระ
.
……..พร้อมด้วยกัน…….ทังธุอินทะ………………..ได้คิดแต่งสร้างสาลา
๕ห้องมีไว้……เครื่องไม้เสาหนา…………………….กะยาเลย……….พื้นแป้นฝาแป้น
หลังคาบน………มุงจิมถี่แหน้น……………………..ฉายาดีชื่นช้อย
.
……..เสี้ยงหิรัญญา…….แทงคา๓ร้อย……………..บ่หยุดหย่อนหั้นลงมา
สุกระ……นายหมูมืดก๋า………………………………ฐานอุจรา……….หลังนึ่งได้สร้าง
เขาแต่งแปลง………บ่พอใหญ่กว้าง……………….ม้าวพอดีท้อมวิจ
.
……..คันปริเย…….การสร้างแต่งคิด……………….ครบไคว่ถ้วนนานา
เดือนมาฆะ……หากอาคตา…………………………นึ่งค่ำเทิงมา……….จุจนจั้นๆ
พระพุทธศก………๖๔หั้น…………………………….การทำบุญทอดซะ
.
……..จลองทำบุญ…….พระเจติยะ………………….ออกค่ำขึ้นเถิงแรม
มารหยาบช้า……บ่มากวนแกม……………………..ตราบเถิงเดือนแรม……….๓ค่ำลงได้
ปริกขาร………ทานไปไจ้ๆ…………………………….ชุวันไปพร่ำพร้อม
.
……..พันรูเพีย…….ท่านยกยื่นน้อม…………………เป็นส่วนสร้างบุญทาน
คันเสร็จเมี้ยนแล้ว……กัตตาธิการ…………………..ในส่วนบุญทาน……….ที่วัดดอยเกิ้ง
ซ้ำมีจิตโต………มโนหลิ่งเสิ้ง…………………………ด้วยการคำเคริงบ่ละ
.
(บทคร่าวตอนที่กล่าวถึงดอยเกิ้ง หมดเพียงเท่านี้ บทอื่นกล่าวถึงการบูรณะวัดอื่นๆ)

วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้ง

ประวัติดอยเต่า

temple_doitao.jpg
สนับสนุนสวัสดีดอยเต่ากดโฆษณาคนละที แล้วกด back กลับมา :) ช่วยให้เว็บอยู่ได้นานๆ

ในตำนานบ้านตาลดอยเต่าว่า คนดอยเต่าหนีศึกพม่ามาจากเชียงตุงมีหมื่นพาละเป็นหัวหน้านำคนลัวะกับไตมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านตาล(อยู่ในเขตฮอด)แสนสุทโธเจ้าเมืองอังวะรู้เลยนำกองทัพมาจับ หมื่นพาละพาลัวะหนีไปดอยตะเมาะ(ใกล้พระบาทตะเมาะ) หมื่นยศ หมื่นใจนำพวกไตไปดอยตะวันออกแม่ยุย(อยู่ในเขตฮอด)แสนสุทโธได้ตามไปที่ดอยตะเมาะ หมื่นพาละเลยให้ลูกน้องแตกกลุ่ม หมื่นพาละไปอยู่ที่บ่อเหล็ก(อยู่บ่อหลวง ฮอด) ลูกน้องหมื่นพาละระหว่างหนีได้สร้างวัดไว้ด้วย มีวัดโต้งโขง(อยู่บ้านเกาะหลวง ต.โปงทุ่ง อ.ดอยเต่า) วัดโฮ่งห้วยเก้า(อยู่บ้านสันป่าดำ ต.ดอยเต่า ปัจจุบันคือวัดพระธาตุม่อนจอมธรรม) วัดแยงเงา(ใกล้เขื่อนแม่ตูบ) วัดแม่จ๋อง(อยู่บ้านเกาะหลวง ดอยเต่า) ปัจจุบันร้างหมดแล้ว ภายหลังได้มีการบูรณะ ปฏิสังขรณ์ใหม่บ้าง

แสนสุทโธเลยไปตั้งหลักทีบ้านตาล ไปเจอหมื่นยศกับลูกน้องเลยจับไปอยู่อังวะ หมื่นใจรู้เลยอพยพมาที่บ้านตาล ต่อมาลูกน้องหมื่นพาละได้มาอยู่บริเวณดอยเต่า มีครูบายานะนำมา แล้วได้สร้างโขงเก็บพระไว้ (อยู่หลังวิหารวัดหลวงดอยเต่า)แล้วได้ปักหลักถิ่นฐาน แต่ทีตั้งบ้านเป็นของชาวบ้านตาล เลยขอซื้อที่ไว้ห้าลิ่มเจียง ต่อมาชาวบ้านได้ทำไร่ ปลูกเต้า(แตงโม)ได้ดี เลยตั้งชื่อว่าบ้านดอนเต้า ต่อมาคนบ้านตาลไปเยี่ยม แล้วเห็นดอยหน้าหมู่บ้าน(ดอยแพะขนานป่า ที่ตั้งอนุสาวรีย์เต่า) เหมือนหลังเต่า เลยให้ชื่อใหม่ว่า “ดอยเต่า” ต่อมาได้ตั้งหัวหน้าหมู่บ้านชื่อแสนหลวงจับซ้า หลังจากนั้นแสนติ๊บได้พาพวกอพยพจากบ้านตาลมาอยู่ดอยเต่า แล้วตั้งแสนหลวงจับซ้า ให้เป็น ขุนหลวงจับซ้า เมื่อตายก็ได้ตั้งศาลไว้(สันนิฐานว่าเป็นศาลพ่อเฒ่าหนาน)เมื่อแสนติ๊บตาย ก็ได้ตั้งเป็นผีปู่ย่า แล้วตั้งหัวหน้าอีกสี่คน มีพ่อเมืองวัน แสนสิทธิ แสนยศ แสนทนันใจ
ดอยเต่าจึงเหมือนเป็นพี่น้องกับฮอด

ตำนานบ้านตาลดอยเต่านี้ เดิมเป็นใบลานจากบ้านแม่ยุย ต.บ้านตาล อ.ฮอด นายสวิง ใจรินทร์ เป็นผู้ค้นพบและผู้อ่าน นายพล จันสา ได้เขียนจากคำอ่านและเรียบเรียงใหม่ ลงหนังสือตำนานบ้านดอยเต่า และ ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อหนานหลวง

ตำแหน่งที่ตั้งวัดโต้งโขง ตั้งอยู่กลางทุ่งนาของชาวบ้าน

scroll to top