🏷 รับโปรโมทร้านอาหาร ที่พัก ทางเพจ/เว็บไซต์ เริ่มต้น เพียง 500 บ. inbox!!💯

สนับสนุนสวัสดีดอยเต่ากดโฆษณาคนละที แล้วกด back กลับมา :) ช่วยให้เว็บอยู่ได้นานๆ

รับโปรโมทร้านอาหาร ที่พัก ทางเว็บไซต์สวัสดีดอยเต่า/เเฟนเพจสวัสดีดอยเต่า และเพิ่มร้านค้าลงในแผนที่กูเกิลแมป ดูตัวอย่างได้ที่หน้า https://doitao.info/ตัวอย่างเว็บ เริ่มต้น เพียง 500 บ. สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติม 24 ชม. ทางแชทบ๊อก หรือ โทร O968O83OO4 จ้า

ทุ่งหญ้าสะวันนาทะเลสาบดอยเต่า

doitao-lake-camping171659104780585538.jpg
สนับสนุนสวัสดีดอยเต่ากดโฆษณาคนละที แล้วกด back กลับมา :) ช่วยให้เว็บอยู่ได้นานๆ

ทุ่งหญ้าสะวันนา ที่ทะลเสาบดอยเต่า…จังหวัด เชียงใหม่ จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ที่ชอบแนวผจญภัย หรือ ค้างแรมดูดาวก็ได้ เป็นอีกหนึ่งแห่งที่น้อยคนจะรู้จักว่า ไม่ใกล้ ไม่ไกล เมืองไทยเราก็มี unseen แบบนี้ให้ไปสัมผัส

การเกิดขึ้นของทุ่งหญ้าสะวันนาดอยเต่า นี้ เริ่มจากการสร้างเขื่อนภูมิพล พ.ศ. 2507 ดอยเต่าถือเป็นแหล่งต้นน้ำของเขื่อน  หรือถ้าเป็นถนนก็ต้องบอกว่า ดอยเต่าเป็นหลักกิโลเมตรหลักแรกของทะเลสาบเหนือเขื่อน   โดยมีหลักสุดท้ายอยู่ปลายสุดที่จังหวัดตาก การที่มีฝนตกชุกตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้น้ำในอ่างมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นจนท่วมล้นขึ้นมาถึงพื้นที่ อำเภอดอยเต่า ซึ่งเป็นที่ราบกว้างในหุบเขาดอยหลวง ดอยแปรป่าหมาก จนกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่าทะเลสาบดอยเต่า ซึ่งก่อให้มีร้านอาหารบนแพ และแพที่พัก เป็นธุรกิจที่ติดตามมาพร้อมๆกับการท่องเที่ยว

จากการที่ฝนทิ้งช่วง น้ำในเขื่อนภูมิพลเริ่มลดระดับลงไปเรื่อยๆ จากหลายสาเหตุ ขณะที่น้ำไหลเข้าสู่เขื่อนน้อยลง ทำให้น้ำในเขื่อนเหลือไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณรองรับทั้งหมด เมื่อน้ำลดระดับลง หลังเขื่อนน้ำจึงแห้งขอด จากยอดเนินสูงเหลือเพียงสายน้ำในลำน้ำแม่ปิง สายน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงเขื่อนใหญ่อันคดเคี้ยวเลี้ยวลด ยามที่มองจากยอดดอยสูง เช่น วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้ง เมื่อระดับน้ำลดลง จากทะเลสาบก็กลับกลายเป็นทุ่งหญ้าที่เขียวขจีสวยงามตา กลายเป็นทุ่งหญ้าสะวันนาขนาดย่อม เป็นที่เลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน ซึ่งมีพื้นพื้นที่นับหมื่นๆ ไร่ เลยทีเดียว

สนับสนุนสวัสดีดอยเต่ากดโฆษณาคนละที แล้วกด back กลับมา 🙂 ช่วยให้เว็บอยู่ได้นานๆ

วัดเจดีย์สูง อ.ฮอด

temple.jpg
สนับสนุนสวัสดีดอยเต่ากดโฆษณาคนละที แล้วกด back กลับมา :) ช่วยให้เว็บอยู่ได้นานๆ

วัดเจดีย์สูง เจดีย์นี้เป็นทรงมณฑป มีร่องรอยว่าบูรณะใหม่ทั้งองค์ในระยะเวลาประมาณ ๒๐๐ ปีมานี้

ในพงศาวดารโยนก มีการกล่าวถึงท่าเชียงทองและเมืองฮอดเอาไว้ใน ปริเฉทที่ 7 ว่าด้วยระยะทาง ไว้ว่า
พระนางจามเทวี เสด็จออกจากละโว้มายังหริภุญไชยทางชลมารค โดยได้กล่าวถึงสถานที่พักพลของพระนางจามเทวีตามลำดับ คือ เมืองประบาง(ปากบางหมื่นหารใกล้ปากน้ำบางพุทรา) เมืองคันธิกะ(ชัยนาท) เมืองบุรัฐฐะ(นครสวรรค์) เมืองบุราณะ(ท่าเฉลียง) เมืองเทพบุรี(บ้านโคนหรือวังพระธาตุ) เมืองบางพล(กำแพงเพชร) เมืองรากเสียด(เกาะรากเสียด) หาดเชียงเรือ(เชียงเงิน) บ้านตาก จามเหงามหรือสยามเหงา(สามเงา) ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำวังบรรจบกับแม่น้ำปิง ผาอาบนาง และผาแต้มหรือผาม่าน บ้านโทรคาม ท่าเชียงทอง รมณียาราม และเสด็จเข้าสู่เมืองหริภุญไชย

“ถัดแต่นี้ขึ้นไปถึงที่ตำบลหนึ่ง มีผาตั้งขวางน้ำกั้นหน้าไว้ ไม่แลเห็นช่องทางที่จะไปในเบื้องหน้า นางจามเทวีก็ปรึกษาปรารภกับพี่เลี้ยงทั้งหลายว่า ไม่มีช่องทางไปแล้วก็จักกลับคืน จึงให้คนใช้ไปเลียบดูตามริมแม่น้ำ เข้าก็ได้เห็นช่องทางที่น้ำเลี้ยวพ้นหน้าผานั้นขึ้นไปได้ คนใช้ก็กลับมาทูลแด่นางจามเทวีให้ทราบ นางก็เคลื่อนเรือที่นั่งขึ้นมาถึงหน้าผานั้น จึงให้ช่างวาดเขียนรูปช้างแปรหน้าคืนไว้ที่หน้าผานั้น สถานที่นั้นมีนามปรากฏว่า ผาแต้ม ครั้นนานมา คนทั้งหลายบางพวกก็เรียกว่า ผาม่าน ด้วยเหตุสัณฐานเหมือนผ้าม่านอันขึงกั้นขวางแม่น้ำไว้ นางจามเทวี ยกจากที่นั่นขึ้นมาถึงเมืองร้างแห่งหนึ่ง ขึ้นตั้งพักรี้พลอยู่ มีฝูงเต่าปลามาเบียดเบียน คนทั้งหลายอยู่มิเป็นสุข สถานที่นั้นจึงได้ชื่อว่า ดอนเต่า(ดอยเต่า) ยกแต่ที่นั้นขึ้นไปถึงที่ตำบลหนึ่ง ชื่อว่า บ้านโทรคาม เป็นที่ราบรื่นรมย์สถานพอพระทัยนัก พระนางเธอจึงตั้งพักรี้พลอยู่ ณ สถานที่นั้น แล้วให้สถาปนาสถูปองค์หนึ่ง ชื่อ วิปะสิทธิเจดีย์ ครั้นก่อสร้างสำเร็จก็ฉลองและกระทำการสักการบูชาเป็นอันมาก ครั้นยกจากตำบลโทรคามนั้นต่อไปถึงท่าเชียงทอง ก็หยุดประทับที่นั้น มีชาวบ้านหญิงชายพากันมาเป็นอันมาก นางจึงให้สาวใช้ไต่ถามคนทั้งหลายเหล่านั้นว่า “ดูกร ชาวพ่อชาวแม่ทั้งหลาย แต่นี้เมือถึงเมืองลำพูน ยังประมาณมากน้อยดังฤาจักฮอดจา” คนทั้งหลายขานคำตอบว่า “ข้าแต่มหาราชเทวีเป็นเจ้า แต่นี้ถึงเมืองลำพูนนั้น ดังข้าทั้งหลายได้ยินมาว่า หนึ่งโยชน์ แลนา” สถานที่นี้ คือ เมืองฮอดบัดนี้

เจดีย์สูง ฮอด เป็นเมืองที่พระนางจามเทวีประทับใจ ในความงดงามมาก โดยเฉพาะชายฝั่งน้ำปิง พระองค์ทรงปรึกษา พระพี่เลี้ยง เสนาอำมาตย์ คหบดี ภิกษุ ที่ตามเสด็จมา ควรจะหยุดพักสักระยะ เพื่อสร้าง เวียงเล็กขึ้นมาให้เป็นเมืองหน้าด่านตั้งชื่อว่า “พิศดารนคร” พระนางจามเทวีทรงบรรยายความงามของชายฝั่งน้ำปิงบางส่วนว่า…. “ปางแต่ก่อนเป็นหาดทรายสีขาวราวกับเทพนิมิต” พิสดารนคร คือเมืองฮอด สร้างโดยพระนางเจ้าจามเทวีอายุประมาณ 1300 กว่าปี มีวัดมากที่สุด ถึง 99 วัด……….. พระนางจามเทวีได้รวบรวมไพร่พลเดินทางโดยทางเรือรอนแรมขึ้นมาตามลำน้ำแม่ระมิงค์(ลำน้ำปิง)ผ่านเกาะแก่งต่างๆ ด้วยความลำบากยากเข็ญ นับเวลาที่เสด็จรอนแรมมาได้หนึ่งเดือนเศษ ได้บรรลุ ถึงสถานที่กว้างขวางแห่งหนึ่งเห็นว่าประหลาดนัก ได้ให้ไพร่พลหยุดยั้งพักแรม พระนางจามเทวีได้ให้สร้างนครไว้ที่นี่เป็นที่ระลึกและได้สร้างวัดวาอาราม สร้างเจดีย์ สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ถวายเป็นพุทธบูชา จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง พุทธศักราช ๑๒๐๑ ขนานนามว่า “พิศดารนคร”

วัดเจดีย์สูง เมืองฮอด จ.เชียงใหม่
ปัจจุบันถล่มลงมาแล้วเพราะน้ำท่วม
ผลจากการสร้างเขื่อนภูมิพล

ภาพวัดอันเก่าแก่และสวยงามในแบบฉบับศิลปสกุลช่างล้านนา ที่ถูกกลืนหายและรื้อถอนออกไปเมื่อเริ่มโครงการสร้างเขื่อนภูมิพล ราวปี พุทธศักราช 2495 รวมถึงครอบครัวราษฏรทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมถึง วัดต้องจมหายไปกับสายน้ำ และมีการกอบกู้วัตถุโบราณออกมา แต่ที่เหลือต้องจมอยู่ภายใต้ผืนน้ำในแอ่งเขื่อนยักษ์ โดยมิรู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบเห็นอีกเมื่อใด
ภาพวัดอันเก่าแก่และสวยงามในแบบฉบับศิลปสกุลช่างล้านนา ที่ถูกกลืนหายและรื้อถอนออกไปเมื่อเริ่มโครงการสร้างเขื่อนภูมิพล ราวปี พุทธศักราช 2495 รวมถึงครอบครัวราษฏรทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมถึง วัดต้องจมหายไปกับสายน้ำ และมีการกอบกู้วัตถุโบราณออกมา แต่ที่เหลือต้องจมอยู่ภายใต้ผืนน้ำในแอ่งเขื่อนยักษ์ โดยมิรู้ว่าเมื่อไหร่จะได้พบเห็นอีกเมื่อใด

ข้อมูลจาก ฮอดในอดีต

อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช

travel_doitao.jpg
สนับสนุนสวัสดีดอยเต่ากดโฆษณาคนละที แล้วกด back กลับมา :) ช่วยให้เว็บอยู่ได้นานๆ

ที่ดอยเต่า เคยสงสัยไหมว่าทำไมจึงมีอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช จากการที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ใช้เส้นทางเดินทัพมาตีเชียงใหม่ครั้งแรกในปี 2313 ด้วยการผ่านขึ้นมาทางลำพูน ไม่ใช่ลำปาง เนื่องจากจุดตัดรอยต่อที่เมืองเถินนั้นเป็นทางสามแพร่ง

แพร่งแรกคือสวรรคโลก อันเป็นเมืองที่พระองค์ทรงยกทัพมาอีกสองทาง ระหว่างลี้ขึ้นลำพูน กับเถิน-เกาะคาขึ้นลำปาง

แน่นอนว่าหากไม่ทรงมีกิจธุระใดสำคัญที่ต้องทำในลำปาง (เช่น ประสงค์จะไปกราบนมัสการพระธาตุลำปางหลวง) ก็ไม่ควรเสียเวลาเลือกเส้นทางหลัง เพราะต้องพบกับความวิบากสาหัสในการพิชิตยอดดอยขุนตานอีกต่อหนึ่ง

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงเลือกที่จะขึ้นมาเชียงใหม่ทางทิศตะวันตก คือเมืองลี้

จากนั้นเดินบกอีกนิดหน่อยตัดลงไปหาท่าน้ำทางแก่งก้อ เมื่อพบแม่น้ำปิงจึงได้เดินทัพโดยทางเรืออีกครั้ง

เนื่องจากเอกสารพงศาวดารต่างๆ ในส่วนนี้ กล่าวแต่เพียงย่นย่อ ไม่มีการบันทึกเมืองตามเบี้ยบ้ายรายทางว่าทรงพักแรมกี่คืนที่ไหนบ้าง

แต่ที่แน่ๆ พระองค์ต้องทรงผ่านชัยภูมิสำคัญๆ ซึ่งกษัตรีย์ในอดีต คือพระนางจามเทวี ทรงแวะพักแรมมาแล้วเป็นระยะๆ

เช่น บริเวณดอยเกิ้ง (อำเภอดอยเต่า) เวียงฮอด พระธาตุศรีจอมทอง พระธาตุดอยน้อย (จุลคีรี อำเภอดอยหล่อ) เป็นต้น

จะมีก็แต่ละแวกเวียงป่าซาง ที่มีคนเฒ่าคนแก่หลายคนเล่าให้ดิฉันฟังว่า มีร่องรอยกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเคยเสด็จผ่านมาอยู่ 2 จุด

จุดแรกคือ บริเวณริมน้ำแม่ปิง แถวบ้านวังสะแกง

และอีกจุดคือ บริเวณวัดหนองดู่ กับวัดเกาะกลาง (ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง) อันเป็นที่ตั้งชุมชนชาวมอญมาตั้งแต่อดีต

เจ้านวลระหง ณ ลำพูน (สกุลเดิม ปัจจุบันอายุมากกว่า 75 ปี) เคยให้สัมภาษณ์ว่า บริเวณเวียงเกาะกลางคือจุดพักทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งพระองค์มีศรัทธาปสาทะต่อวัดนี้อย่างแรงกล้า ถึงกับได้ร่วมฝากผลงานฝีพระหัตถ์ปั้นทวารบาล (ยักษิณี) ปูนปั้นที่มีศิลปะคล้ายจีน เพื่อถวายแด่พระนางจามเทวี (ในฐานะที่เวียงเกาะกลางเป็นสถานที่ประสูติของพระนางจามเทวี ตามความเชื่อของชาวมอญ) ไว้ด้วย 1 คู่

ครั้งหนึ่งทวารบาลคู่นั้นเคยประดิษฐานอยู่ ณ บริเวณซากโบราณสถานเนินบ้านเศรษฐีอินตา ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดเกาะกลาง ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เวียงเกาะกลาง

เจ้านวลระหงตั้งคำถามว่า เหล่านักโบราณคดีมิเคยเอะใจกันบ้างหรือ ว่าเหตุใดศิลปะทวารบาลปูนปั้นนี้จึงมีรูปแบบคล้ายศิลปะจีน ซึ่งแปลกแยกแตกต่างออกไปจากศิลปกรรมปูนปั้นชิ้นอื่นๆ โดยสิ้นเชิง

อันที่จริงในสายตาของดิฉันปูนปั้นยักษิณีดังกล่าว สามารถมองได้หลายมิติ

มุมหนึ่งอาจดูคล้ายศิลปะจีนอยู่บ้าง

(แต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ว่ามีอายุเก่าเพียงแค่ 250 ปีเท่านั้นเองหรือ ในเมื่อประติมากรรมชิ้นอื่นๆ ที่พบในสถานที่แห่งเดียวกันมีอายุมากกว่า 500 ปี)

อีกมุมหนึ่งนั้น มีลักษณะละม้ายกับอสูรยุดนาคของขอมสมัยบายนที่ปราสาทหินนครธมซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มากกว่าไหม

ปริศนาเรื่องเศียรยักษิณี คงต้องมีการศึกษากันอย่างละเอียดต่อไป

นอกจากนี้แล้ว ด้านหน้าวัดหนองดู่ กลางลำน้ำปิง บริเวณใกล้ฝายเก็บน้ำ มีชาวประมงงมเจอปืนใหญ่โปรตุเกสกระบอกหนึ่ง มีขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นปืนใหญ่สำหรับขึ้นหลังช้างหรือติดตั้งในเรือ (ดิฉันเคยเขียนถึงปืนใหญ่กระบอกนี้แล้วอย่างละเอียดในเรื่อง “500 ปีความสัมพันธ์สยาม-โปรตุเกสฯ” เมื่อปี 2556)

อนึ่ง ประวัติศาสตร์บอกเล่าของคนในชุมชนทั้งหมดนี้ ยังไม่มีเอกสารหรือหลักฐานด้านลายลักษณ์มารองรับแต่อย่างใด

แต่ดิฉันก็ยังไม่อยากตัดข้อมูลส่วนนี้ทิ้ง วันข้างหน้าอาจค้นพบหลักฐานมาสนับสนุนเพิ่มเติมก็เป็นได้

ผ่านลำพูนด้วยเส้นปิงเก่า

ส่วนในลำพูนนั้น จุดที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชประทับ พงศาวดารฝ่ายสยามระบุชัดว่าอยู่ที่พระตำหนักริมน้ำ บริเวณแม่ปิงเก่า (ปัจจุบันคือแม่กวง)

สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ไม่ไกลจากประตูท่านาง และวัดพระธาตุหริภุญชัย คือฟากตะวันตกของแม่น้ำกวง

การเดินทัพจากลำพูนเข้าสู่เชียงใหม่ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีการใช้เส้นทางผ่านท่าวังตาล ซึ่งปัจจุบันอยู่ใกล้กับแหล่งโบราณสถานเวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ แสดงว่าทรงเลาะเลียบลำน้ำกวง (ปิงเก่า) เข้าสู่ลำน้ำปิงสายหลัก

ยกพลขึ้นบกที่ประตูท่าแพด้านทิศตะวันออก จากนั้นประทับในเชียงใหม่เป็นระยะเวลา 9 วัน

พระตำหนักที่ประทับของพระองค์ในครั้งแรกนี้ ไม่อาจทราบได้ว่าควรอยู่ที่ใด เนื่องจากการศึกครั้งนั้นกองทัพฝ่ายสยามยังไม่สามารถพิชิตเชียงใหม่จากพม่าได้

ดังนั้น ที่ประทับจึงไม่ควรเป็น “ข่วงหลวงเวียงแก้ว” หรือเขตพระราชฐานของเจ้าเมือง เพราะพม่ายังตรึงทัพไว้

การเดินทัพกลับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชพงศาวดารระบุไว้อย่างรวบรัดตัดตอนว่าทรงเสด็จกลับมาประทับที่เมืองระแหง ลงมาเมืองพิชัย และเสด็จทางชลมารคสู่พระนคร โดยไม่ให้รายละเอียดของเส้นทางระหว่างเชียงใหม่-ลำพูน อีกเช่นเดิม

สันนิษฐานว่าขาล่องนี้ทรงใช้เส้นทางสายเดียวกันกับขาขึ้น คือลงจากลำพูนสู่เวียงป่าซาง เวียงเกาะกลาง เวียงหนองล่อง จอมทอง ฮอด ดอยเต่า แก่งก้อ ลี้ โดยทางชลมารค

เฉพาะช่วงลี้สู่เถินเท่านั้นที่ต้องเดินทางตัดป่าด้วยสถลมารค จากนั้นลงสู่ปากวัง และเข้าสู่บ้านตาก บ้านระแหง

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

กับการยกทัพขึ้นมาตีเชียงใหม่ครั้งที่ 2

เหตุการณ์ตรงกับพุทธศักราช 2317 การยกทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นมาตีเชียงใหม่ครั้งนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากทรงทราบว่า พม่ามีแผนการจะยกทัพมาตีกรุงธนบุรี

โดยโปมะยุหง่วน เจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้พญาจ่าบ้าน และพญากาวิละคุมชาวเมืองเชียงใหม่จำนวน 1,000 คน เป็นกองหน้ายกทัพมาก่อน

จากนั้นเป็นทัพของโปสุพลา (เนเมียวสีหบดี) ยกตามมาอีก 9,000 คน จึงได้รู้ว่าพระญาจ่าบ้าน และพระญากาวิละได้ทรยศหักหลังพม่า หันมาสวามิภักดิ์ต่อสยาม

โดยผู้ที่คุมทัพหน้าฝ่ายสยามครั้งนั้นคือ เจ้าพระยาจักรี (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1) ได้รับกองทัพของพระญาจ่าบ้านและพระญากาวิละเข้ามาเป็นแนวร่วม โดยให้ถือน้ำสวามิภักดิ์ และให้คุมพลกลับไปเชียงใหม่อีกรอบ

ทำให้โปสุพลาต้องล่าถอยคืนสู่เชียงใหม่ ในช่วงแรกกองทัพสยามต้องหยั่งเชิงอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิงเก่า (กวง) ข้างเหนือเมืองลำพูน (น่าจะเป็นสถานที่เดิมกับคราวที่ทัพหลวงเคยตั้งทัพครั้งแรกในลำพูน)

ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชคุมทัพหลวงจากเมืองระแหงขึ้นมาทางบ้านตาก ปากวัง เมืองเถิน แต่คราวนี้พระองค์ไม่ได้เข้าสู่เมืองลี้-ลำพูนเหมือนครั้งที่ 1

หากใช้เส้นทางแม่วัง-ลำปาง ขึ้นมายังสบปราบ เกาะคา ห้างฉัตร แม่สัน ครั้งนี้เข้าลำพูนด้วยการอ้อมเขาขุนตานผ่านมาทางแม่ทา และมาตั้งรั้งทัพ ณ บริเวณ “พระตำหนักค่ายมั่นริมน้ำเมืองเชียงใหม่”

จากนั้นได้เข้าโจมตีกองทัพพม่าแตกพ่ายหนีไปทางประตูช้างเผือก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงได้เข้าไปประทับในพระตำหนักเมืองเชียงใหม่ น่าจะหมายถึงบริเวณข่วงหลวงเวียงแก้ว คือเขตพระราชวังเก่า ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยพระญามังราย

คราวนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประทับที่เชียงใหม่ 7 วัน พงศาวดารระบุว่าพระองค์เสด็จไปนมัสการพระพุทธปฏิมากร วัดพระสิหิงค์ (หมายถึงพระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์) ในวันพุธ เดือนยี่ แรม 2 ค่ำ เพลาเช้า

จากนั้นจึงเสด็จกลับไปลำพูน ทรงแต่งตั้งให้พระญาจ่าบ้านขึ้นเป็นพระญาวชิรปราการ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ให้พระญาวชิรปราการทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดพระธาตุหริภุญชัย

ขากลับพระองค์คงใช้เส้นทางเดิมคือ ออกจากลำพูนเข้าสู่แม่ทา ในยุคที่ยังไม่มีอุโมงค์รถไฟขุนตาน และถนนซูเปอร์ไฮเวย์ สาย A1 จะเป็นเส้นทางอ้อมคดเคี้ยวขนานภูเขาไปสู่ช่องกิ่วทะลุขุนตาน

จากแม่ทาเข้าสู่แม่สัน ห้างฉัตร บริเวณอำเภอห้างฉัตรเชื่อมต่ออำเภอเกาะคา ซึ่งบริเวณนี้มีวัดสำคัญถึง 3 แห่ง ได้แก่ วัดปงยางคก วัดไหล่หิน และวัดพระธาตุลำปางหลวง

ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง ได้มีการแต่งตั้งพระญากาวิละขึ้นเป็นเจ้าเมืองลำปาง และให้มีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ณ ที่นั้น

สรุปครั้งแรกเข้าแม่ปิง ครั้งที่สองขึ้นแม่วัง

เส้นทางเสด็จของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ขึ้นมาตีเชียงใหม่ 2 ครั้งนั้น ได้ใช้เส้นทางต่างกัน ครั้งแรก มาจากพิชัย สวรรคโลก เถิน จากนั้นแยกซ้ายเข้าเมืองลี้ เลาะเลียบลงแม่น้ำปิงขึ้นสู่ลำพูน โดนมีร่องรอยว่าขบวนทัพแวะพักตามจุดต่างๆ 2-3 จุด คือที่ลี้ เวียงหนองล่อง และป่าซาง

ครั้งที่ 2 เดินทางมาจากเมืองระแหง สู่บ้านตาก ปากวัง เถิน สบปราบ เกาะคา ห้างฉัตร แม่สัน แม่ทา ลำพูน เชียงใหม่

ส่วนขากลับนั้น พระองค์เดินทางกลับด้วยเส้นทางเดิมเหมือนกันกับขาขึ้นทั้งสองครั้ง

ครูบาป่านิกร ชยฺยเสโน หัวหน้าสำนักสงฆ์พระบรมธาตุแก่งสร้อย ได้อธิบายว่า เคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่ที่อำเภอลี้เล่าว่า บริเวณอุทยานพุทธปางประทีป ตำบลป่าลาน อำเภอลี้นั้นเคยเป็นจุดพักยั้งทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดังนั้น จึงมีการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ไว้ที่ลานด้านหน้า

นอกจากนี้แล้ว ครูบาป่านิกร ชยฺยเสโน ยังได้กล่าวว่า แต่เดิมชาวบ้านเคยเชื่อกันว่า ถ้ำช้างร้อง อยู่กลางลำน้ำปิง มีพลับพลาที่ประทับหลังหนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันว่า “พลับพลาพระเจ้าตาก”

ถ้ำช้างร้องอยู่ไม่ไกลจากสำนักสงฆ์พระบรมธาตุแก่งสร้อย ทำให้ในอดีตครูบาป่านิกรจึงเชื่อว่าสำนักสงฆ์พระบรมธาตุแก่งสร้อยและถ้ำช้างร้องคือเส้นทางเสด็จของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ไว้ที่แก่งสร้อย

แต่ต่อมาเมื่อครูบาป่านิกรได้มาสำรวจเส้นทางในอุทยานแห่งชาติแม่ปิงอย่างละเอียด ประกอบกับได้อ่านพงศาวดารฝ่ายสยามหลายเล่ม จึงทราบความจริงว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จขึ้นมาลำพูนครั้งแรก เดินทางมาจากสวรรคโลก (ทะลุอำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ในปัจจุบัน) จากนั้นพบรอยต่อระหว่างอำเภอเถินกับอำเภอลี้ ในเอกสารระบุว่าท่านใช้เส้นทางลี้ ประกอบกับชาวบ้านบอกว่าท่านยั้งทัพที่อุทยานพุทธปางประทีป

จึงมีความเป็นไปได้ว่า กองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ลงเรือลัดเลาะเลียบลำน้ำปิงขึ้นไปทางเหนือ จากเมืองลี้ สู่เมืองฮอด จอมทอง เวียงหนองล่อง ป่าซาง และลำพูน ประทับที่ลำพูนก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่เชียงใหม่

อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช
อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ดอยเต่า
ที่มามติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 – 26 กรกฎาคม 2561
คอลัมน์ปริศนาโบราณคดี
ผู้เขียนเพ็ญสุภา สุขคตะ
เผยแพร่วันพฤหัสที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2561

scroll to top