ตำนานพระมหาบรมธาตุเจ้าดอยเกิ้ง (เรียบเรียงใหม่)

ในสมัยหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ทรงเทศนาธรรม ณ เชตวันอารามมหาวิหาร ที่พระองค์ประทับอยู่นั้นเป็นทางผ่านของเมืองต่างๆ ขณะนั้นพระศรีธรรมราชา เจ้าเมืองสิบสองปันนา ซึ่งเป็นพระสหายของพญาสีสู่ เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ได้รับเชิญเป็นแขกเมืองสุวรรณภูมิมีการเลี้ยงต้อนรับอย่างสมเกียรติตามประเพณีนิยม ครั้นถึงเวลากลับ พระเจ้าสีสู่ได้เสด็จไปส่งโดยยกรื้อพลทหารประจำพระองค์ไปด้วย เพื่อเป็นเกียรติแก่แขกเมือง ในระหว่างการเดินทางพระเจ้าสีสู่ทรงทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงโปรดสรรพสัตว์ในป่าเขตเชตวันอารามจึงเกิดศรัทธา และได้ตรึกตรองว่าควรเข้าไปเฝ้าพระตถาคตอันเป็นอนัตตา พระองค์จึงตัดสินพระทัยไปเฝ้าพระพุทธองค์ก่อน ครั้นแล้วเมื่อเสด็จถึงและประทับในที่เหมาะสมแล้ว พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า

“ดูกรมหาราช ท่านได้มากราบเราตถาคตแล้วท่านจักเดินทางไปยังเมืองของท่านหรือจักเดินทางไปยังเมืองอื่นที่ไหนกันมหาราช”

พญาสีสู่จึงทูลตอบคำถามพระพุทธองค์ว่าจะเดินทางไปเยี่ยมส่งพระสหายนามว่า พระศรีธรรมราชา เจ้าเมืองสิบสองปันนา ทราบว่าพระพุทธองค์ประทับ ณ ที่นี้ หากเดินทางผ่านไปก่อนก็จะไม่มีโอกาสได้เฝ้านมัสการพระองค์ ดังนั้น จึงมากราบนมัสการพระพุทธองค์ก่อนเดินทางต่อไป ความทราบดังนั้น พระพุทธองค์จึงทรงรับสั่งว่า

“ดูกรมหาราช ในปัจจุบันนี้อยู่ในระหว่างเข้าพรรษาตถาคตจะอยู่เทศนาธรรมแก่ปวงชนและเทวดาทั้งหลายในป่าเชตวันอารามแห่งนี้เป็นเวลา ๓ เดือน มหาราชจะไปเยี่ยมพระสหายก็เชิญไปก่อน แล้วกลับมาพบตถาคตอีกครั้งหนึ่งก็ได้”

พญาสีสู่ดีพระทัยมาก จึงอำลาพระพุทธเจ้าไปเยี่ยมพระสหาย พญาสีสู่ได้อธิษฐานบารมีขอให้น้ำในมหาสมุทรมีมากขึ้นเพื่อนำเรือญาณไปสู่พระสหาย ด้วยบุญญาอธิษฐานนั้น เหล่านางพระคงคาและเทวดาก็บันดาลให้มีน้ำปริมาณมาก สามารถแล่นเรือบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้พญาสีสู่มีความยินดีเป็นยิ่งนัก ได้ตกแต่งบรรณาการอันเป็นเครื่องบริโภค กับทั้งเป็นของฝากพระสหายและพวกข้าราชบริการลงบรรจุในเรือไม้ประดู่ลำยาวประมาณ ๑๐ ศอก (๕ หลา) มีห้อง ๘ ห้อง มีของครบบริบูรณ์ พอเรือแล่นถึงดอยอุจจุปัปปัตตาได้จอดพักอยู่ ครั้นตกดึกในคืนนั้นน้ำในมหาสมุทรเกิดแห้ง น้ำลดลง เรือของพญาสีสู่แล่นต่อไปไม่ได้ จึงร้องไห้เสียใจเป็นทุกขเวทนาเป็นยิ่งนัก แทบจะสิ้นสติลง เพราะต้องพักลงอยู่ที่นั่น

กล่าวถึงพระพุทธองค์ ขณะที่พบพญาสีสู่นั้น พระองค์มีพระชนมายุ ๖๐ พรรษา เหลือเวลาอีก ๒๐ พรรษา ก็จะเสด็จสู่ปรินิพพาน พระองค์ทรงรำพึงถึงสังขารว่าสถานที่ใดหนอเราจักเก็บอัฐิธาตุของเรา ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์จึงได้เสด็จไปเมืองสาวัตถีราชธานีไปบิณฑบาตยังโรงทานแห่งพญาปเสนทิโกศล ซึ่งได้นำอาหารมาบิณฑบาตและได้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ออกพรรษาแล้วถึง ๗ เดือน ยังจะทรงเทศนาธรรมแก่ปวงชนและเทวดาในป่าเชตวันอารามอีกต่อไปหรือไม่ พระพุทธองค์ทรงตอบว่า “ตถาคตจะค้นหาที่เก็บอัฐิของตน เมื่อพบแล้วบอกให้มหาราชได้รับทราบในโอกาสต่อไป”

ครั้งนั้นพญาอโศกมหาราช ผู้ครองนครกุสินารา พระองค์มีพระราชบิดานามว่า “โศกราช” พระเจ้าปู่นามว่า “ศรีธรรมโศกราช” พระเจ้าปู่ของพระองค์ทรงปรารภไว้ว่า “ใครพบพระพุทธเจ้าที่ทรงพระนามว่าโคตมะจะเกิดอัศจรรย์ต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว แผ่นดินซึ่งหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์จะสั่นไหว พอดีขณะนั้นเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา จึงรับสั่งให้ข้าราชบริพารออกค้นหาพราหมณ์ผู้มีความรู้จบไตรเพทมีคุณวิเศษมาถามดูได้ความว่าเป็นนิมิตแห่งการเกิดของพระพุทธเจ้า พญาโศกราชที่ครองนครอยู่ในขณะนั้นมีความยินดีปรีดามาก พระองค์ทรงรำพึงว่า “เรานี้จะได้เห็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า เราจะไม่ห่วงสมบัติใดที่มีอยู่เลย จักปวารณาเป็นอุบาสกในพระพุทธเจ้าแล้วจึงมอบราชสมบัติให้ราชบุตรครองแทน”

ทางด้านพระพุทธองค์นั้นได้ทรงอธิษฐานทำนายการเก็บอัฐิธาตุ ถึงแม่น้ำระมิงค์ที่ไหลจากทางทิศเหนือบรรจบกับแม่น้ำยมุนานที ซึ่งไหลมาจากทางทิศตะวันออก พระองค์เสด็จประทับอยู่ ณ ที่ริมฝั่งแม่น้ำซึ่งแม่น้ำทั้งสองสายมาบรรจบกันและรำพึงด้วยความหยั่งรู้ว่า พระองค์จักต้องเสด็จไปตามแม่น้ำยมุนานทีก่อน แล้วจึงค่อยตัดทางไปทางแม่น้ำระมิงค์ ตัดสินพระทัยแล้วจึงได้เดินทางโดยพระองค์เองเรื่อยๆ ไปจนถึงขุนแม่น้ำแพร่และแม่น้ำน่าน

ครั้นใกล้รุ่งอรุณ พระองค์ทรงเล็งญาณตรวจสรรพสัตว์โลกเห็นพญาสีสู่ประสบความผิดหวังเพราะน้ำแห้งเรือแล่นเข้าเมืองไม่ได้ ประสบทุกขเวทนาแทบอกแตกตาย พระองค์ดำริว่าพญาองค์นี้มีบุญบารีมมากนัก เราควรจะไปโปรด มิฉะนั้นจะสิ้นชีวิตไปเปล่าและพระองค์ทรงรำพึงถึงเทศนาธรรมกถาที่จะไปโปรดให้สัตว์โลกทั้งหลายจำนวน ๘๔,๐๐๐ คน ให้บรรลุมรรคผลในการโปรดครั้งนั้น

วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้ง

เมื่อรุ่งสว่าง พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์เสด็จโดยกลางหาวนภากาศ (เหาะเหินโดยญาณสมาบัติ) ถึงแม่น้ำระมิงค์ที่เชิงเขาอุจจุปัปปัตตา ดำริจะชำระล้างพระโอษฐ์และแปรงพระทนต์ แต่เสด็จหาที่ประทับยืนอันเหมาะสมมิได้ คงมีแต่ปากถ้ำแห่งเชิงเขาอุจจุปัปปัตตาเท่านั้น ขณะนั้นมีพญานาคตัวหนึ่งอยู่รักษาปากถ้ำ เห็นพระพุทธองค์ประทับยืนอยู่ที่นั้นจึงออกจากพื้นน้ำแล้วน้ำถวายน้ำแก่พระพุทธองค์เพื่อสรงพระพักตร์ แปรงพระทนต์และบ้วนพระโอษฐ์เสร็จแล้วพระพุทธองค์ทรงหยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาแล้วเสด็จต่อขึ้นไปตามลำน้ำ เมื่อเทวดาเล็งเห็นว่าจักมีคุณประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งปวง จึงได้ตะแครงหินก้อนนั้นลงไปไว้ ณ แม่น้ำระมิงค์ทางทิศตะวันตก

ขณะนั้น มีบริวารผู้รับใช้ของพญาขุนแสนทอง ๒ คน ออกเที่ยวป่าพบพระพุทธองค์ ตรงขุนห้วยแม่น้ำนั้น จึงกลับไปนำความเข้าแจ้งแก่พญาขุนแสนทองให้ทรงรับทราบ พญาขุนแสนทองทราบดังนั้นก็ดีพระทัยเป็นยิ่งนัก ดำริว่าเราควรจะนำสัปทน (ร่ม) ทองคำไปกั้นแสงพระอาทิตย์ เพื่อเป็นการคารวะแก่พระพุทธเจ้า พระองค์จึงนำสัปทนทองคำกว้าง ๗ วา หนาประมาณนิ้วหัวแม่มือ เดินทางไปยังที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่

พระพุทธองค์เสด็จตามลำห้วยถึงที่มาบรรจบกันแล้วจึงได้ทรงซักจีวร เมื่อข้ามน้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่งแล้วก็ได้ตากจีวรแห้ง แล้วแวะเข้าห้วยทางซ้ายไปถึงเชิงดอยพบพญาสีสู่ เมื่อพญาสีสู่พบพระพุทธองค์ก็ให้มีความยินดีเป็นที่ยิ่ง ก้มลงกราบแทบพระบาทและทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเสด็จมาเมื่อใด ครั้งนั้นพบพระองค์ที่ป่าเชตวันอาราม บัดนี้พระพุทธองค์ เสด็จมาถึงที่นี้ในเวลาอันรวดเร็ว ระอค์เสด็จมาแล้วได้กี่วันพระเจ้าข้า พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า

“ดูกร มหาราช ตั้งแต่พบกันคราวนั้นถึงปัจจุบันนี้ได้ ๒ เดือน กับ ๒๕ วัน มหาราชท่านมาหยุดที่ตรงนี้เพราะเหตุใด”

พญาสีสู่ได้กราบทูลแก่พระพุทธเจ้าตามความที่ต้องการประสบกับความทุกขเวทนาครั้งนี้ หลังจากนั้นได้ถวายบิณฑบาตแก่พระพุทธเจ้า เมื่อรับบิณฑบาตแล้วพระพุทธเจ้าทรงประทับนั่งลงบนหินก้อนหนึ่ง และทรงวางบาตรลงบนก้อนหินนั้น เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จ ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเพื่อระงับทุกขเวทนาแก่พญาสีสู่ว่า

“อะนิจจา  วะตะ  สังขารา                อุปปาทะวะยะธัมมิโน
อุปปัชชิตวา   นิรุชฌันติ                  เตสัง  วูปะสะโม  สุโข”

เมื่อพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบแล้ว ด้วยพระคาถานี้สรรพสัตว์ทั้งหลายจำนวน ๘๔,๐๐๐ คน ได้มาฟังก็บรรลุธรรมวิเศษ ส่วนพญาสีสู่ก็ระงับทุกขเวทนาได้แต่ยังไม่บรรลุธรรม พระพุทธเจ้าทรงรู้ด้วยญาณปัญญาจึงทรงตรัสถามพญาสีสู่ให้แจ้งความจริงว่า

“มหาราช มีความปรารถนาสิ่งใดเล่า”

พญาสีสู่จึงกราบทูลว่า “ข้าพเจ้ามีความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เหมือนกับพระพุทธองค์ในกาลข้างหน้าโน้น ข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่าจะได้สมปรารถนาหรือไม่ พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าพิจารณาดูตามบุญบารมีของพญาสีสู่อันได้สร้างสมไว้มากนัก จึงทรงทำนายว่าพญาสีสู่ก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งมีชื่อว่า “อภิภูน” อันจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า พญาสีสู่ทราบดังนั้นให้มีความยินดียิ่งนัก จึงถวายเรือของตนพร้อมด้วยเครื่องบริโภคในเรือให้แก่พระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าได้ทรงยืนประทับรอยพระบาทข้างหนึ่งไว้บนเรือ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่พญาสีสู่ แล้วกล่าวว่า

“ดูกร มหาราช ได้ถวายเรือแก่ตถาคต เราก็ได้ประทับรอยพระบาท เพื่อเป็นกุศลผลบุญแก่มหาราชตลอดสิ้นกาลนาน”

วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้ง

ในกาลนั้นมีอุบาสกผู้หนึ่งนามปุระสะ มีก้อนหินก้อนหนึ่งรูปร่างสัณฐานคล้ายหลังเต่ากว้าง ๓ ศอก ยาว ๗ ศอก พระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระบาทบนหินนั้น พญาสีสู่ได้ทำการสักการะแล้วนำหินนั้นมาก่อเป็นอุโมงค์ยั้งเรือไว้ เพื่อมิให้เป็นสรณะแก่สัตว์ในภายหลังนำไปใช้ส่วนตัวเนื่องจากเรือนั้นถวายแก่พระพุทธเจ้าแล้วพญาสีสู่ได้อธิษฐานว่า “เรือลำนี้ซึ่งได้ถวายแก่พระพุทธเจ้าแล้วพระองค์ได้ประทับรอยพระบาทไว้ด้วยขอให้รักษาและอยู่ในที่นานถึง ๕,๐๐๐ พรรษา แห่งายุของพระพุทธศาสนา ขอเรืออย่าได้สลักหักพังเลย อุโมงค์นี้ก็ขอให้มั่นคงถาวรด้วยดีเถิด บุคคลใดอย่าได้รื้อถอนออกเสีย เมื่ออธิษฐานเก็บฝังเรือนั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จขึ้นสู่ภูเขาอุจจุปัปปัตตาทางทิศตะวันออก

พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ในเหล่าเทวดาของสรวงสวรรค์ก็มายกหินที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งก้อนนั้น นำไปวางไว้กลางเรือเพื่อเป็นสักขีพยานแห่งปวงชน และได้นำฉัตรมากั้นแสงอาทิตย์แด่พระพุทธองค์ ส่วนขุนแสนทองก็นำสัปทนทองคำมากั้นแสงอาทิตย์ด้วยเช่นกัน

ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จถึงบนยอดเขาและประทับนั่งที่นั่นแล้ว พระอินทร์นั่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถือฉัตรมากั้นถวาย ส่วนขุนแสนทองนั่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือโดยกั้นสัปทนทองคำถวายพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสพุทธพจน์ออกมาว่า “สถานที่นี้งามนัก” จบคำปราศรัยเหล่าพระอรหันต์ พระอินทร์ พญาอโศกราช พญาสีสู่และขุนแสนทอง พร้อมด้วยโยคีได้ขอพระเกศาธาตุแห่งพระพุทธเจ้า ด้วยเห็นว่าบริเวณนี้งดงามนัก ควรจักบรรจุพระเกศาไว้เพื่อเป็นที่เคารพสักการบูชาของคนทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าพิจารณาว่าเมื่อถึงกึ่งพุทธกาลหน้าตถาคตจักรุ่งเรืองที่นี่ และสรรพสัตว์ทั้งหลายก็จะมาทั่วทุกสารทิศ เขาก็จะได้บูชาสมประสงค์ พระองค์จึงได้เสยพระเกศาโดยใช้พระหัตถ์เบื้องขวาสางพระเกศาได้มาหนึ่งเส้น แล้วปล่อยให้ลอยลงมาในอนาคตตกลงเบื้องหน้าเหล่าพระอรหันต์ พญาโศกราช พญาสีสู่ ขุนแสนทอง และโยคีทั้งหลาย เมื่อได้รับพระเกศาแล้วจึงเก็บบรรจุผอบต่างๆ เช่น ผอบแก้ว ผอบทองคำ ผอบเงิน แล้วบรรจงเก็บในสำเภาทองคำ เสร็จแล้วกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ประสงค์จักเก็บไว้ในที่ใดต่อไป

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ถ้ำนี้มีบริเวณเป็นที่กว้างขวางมาก มีประตู ๓ ประตู น่าเก็บพระสารีริกธาตุแห่งตถาคตรวมทั้งพระธรรมถึก และพระวรกายของตถาคตท่านทั้งหลายจงไปเก็บไว้ที่นั้นเถิด” พระอินทร์เจ้าจึงกราบทูลว่า “พระองค์มีพระประสงค์จะวางสารีริกธาตุพระธรรมถึกกับทั้งพระวรกาย ไว้ตรงไหน”

พระพุทธเจ้า กล่าวพระพุทธพจน์ว่า “ดูกรมหาราชเจ้า ท่านจงเนรมิตให้เป็น ๓ ชั้นเถิด ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ๒๑๘ ปี ภายหน้าจักมีพญาองค์หนึ่งนามอโศกราชจะมาเริ่มต้นพระศาสนาของตถาคต พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐ องค์ ก็จะมาพบสารีริกธาตุพระอัฐิพระนลาฏซ้าย (กระดูกหน้าผากซ้าย) ของตถาคตครึ่งหนึ่งพร้อมด้วยพระสารีริกธาตุเม็ดเล็กๆ อีก ๓ ทะนาน ให้แบ่งเก็บดังนี้

ชั้นบน                ให้เก็บพระสารีริกธาตุ
ชั้นกลาง             ให้เก็บพระธรรมถึก
ชั้นล่าง                มอบให้พญาศรีโศกราช สร้างพระรูปของตถาคตไว้เหมือนองค์จริงเถิด” 

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาแล้ว ก็เดินทางกลับไปพักอยู่ในป่าเชตวันอาราม ส่วนพระอรหันต์ทั้งหลาย พร้อมด้วยพระอินทร์ พญาสีสู่ พญาโศกราช และขุนแสนทอง ก็ได้นำผอบทองคำลงไปสู่ในถ้ำทางทิศตะวันออก พระอินทร์เจ้าได้เนรมิตถ้ำให้เป็น ๓ ชั้น กว้าง ๑ วา สูง ๓ ศอก ชั้นบนนั้นเก็บผอบแก้วไว้บนชั้นทองคำ ขุนแสนทองก็นำสัปทนทองคำที่กั้นให้พระพุทธเจ้า กางให้กับพระธรรมถึกและพระเกศาธาตุ

พระพุทธองค์ทรงรำพึงว่า

“ใยภายภาคหน้า ปวงชนทั้งหลายจะไม่รู้จักจุดประทีปบูชาตถาคต พระองค์จึงทรงรวบรวมทองคำทิพย์เท่าเม็ดผักกาด แล้วมอบให้พระอินทร์สั่งให้พระวิษณุกรรมหลอมประทีปกว้าง ๑ วา หนา ๑ นิ้ว ลึก ๓ วา แล้วใส่น้ำมันทิพย์ไว้ บรรจุสายสิญจน์แทนไส้ตะเกียงโตเท่าแขนของมนุษย์ให้จุดไว้ในชั้นล่าง”

เมื่อเสร็จแล้ว พระวิษณุกรรมได้อธิษฐานไว้ว่า “ตราบใดที่พระสารีริกธาตุแห่งตถาคตยังไม่เข้าสู่โคนต้นศรีมหาโพธิ์ ขอให้ไฟดวงนี้อย่าดับเป็นอันขาด และน้ำมันก็อย่าได้เหือดแห้งไป” แล้วพระวิษณุกรรมจึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “อันพระสารีริกธาตุของพระองค์ จะมาตั้งไว้ในภูเขานี้หรือพระเจ้าข้า และเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้วนานเท่าไรศาสนาของพระองค์จึงจักรุ่งเรืองไปในภาคหน้า พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ดูกรมหาราช อันพระสารีริกธาตุจักตั้งอยู่ในภูเขาลูกนี้ เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว ๒,๕๖๗ ปี ๒ เดือน ๒๕ วัน ศาสนาก็จักรุ่งเรือง”

พระอรหันต์ พญาโศกราช พญาสีสู่ และพระอินทร์เจ้าก็ทูลถามพระพุทธเจ้าความว่า “ภูเขาลูกนี้หรือพระเจ้าข้าที่พระองค์ทรงทำนายว่าจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแห่งพระองค์ก็ดีพระเจ้าข้า จะได้เป็นที่ประเสริฐในภายภาคหน้าจักปรากฏชื่อไปนานแสนนาน” และพระพุทธองค์ทรงกล่าวอีกว่า “ตถาคตมาถึงภูเขาลูกนี้ ขุนแสนทองก็นำสัปทนทองคำมากั้นแสงแดดให้เราตถาคตจักให้ชื่อว่า “ดอยเกิ้ง”

ยังเป็นนิมิตแห่งภูเขาลูกนี้ด้วยกับมีเทวดาองค์หนึ่งกล่าวว่า “ข้าแต่พระพุทธเจ้า ข้าจักอยู่รักษาพระบรมธาตุนี้ ข้าฯไม่มีวิมาน แล้วจักอาศัยอยู่ตรงไหนจึงจะดี” พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า “ดูกรเทวดากับรุกขเทวดาอีกองค์หนึ่งอยู่ภายใต้โน้น ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก อีก ๗ วัน รุกขเทวดานั้นจะมาจุติวิมานแก่เทวดาเจ้า แล้วก็จักลำดับจากชั้นวิมานมาจุติขึ้นไว้ให้ หากผู้ใดใคร่รักษาพระสารีริกธาตุแห่งตถาคตก็ขอให้รักษาสัก ๗ วันก่อนเถิด” เทวดาองค์นั้นยินดีเป็นยิ่งนัก

วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้ง

ขุนแสนทองเมื่อได้ยินพระพุทธเจ้ากล่าวกับเทวดานั้นก็ได้ทูลถามว่า ตนได้นำสัปทนทองคำกั้นแดดถวายจักได้รับอานิสงส์อันใด เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน “ดูกรเทวดากับรุกขเทวดาอีกองค์หนึ่งอยู่ภายใต้โน้น ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก อีก ๗ รุกขเทวดานั้นจะมาจุติวิมานแก่เทวดาเจ้า แล้วก็จักลำดับจากชั้นวิมานจุติขึ้นไว้ให้ หากผู้ใดใคร่รักษาพระสารีริกธาตุแห่งตถาคตก็ขอให้รักษาสัก ๗ วันก่อนเถิด” เทวดาองค์นั้นยินดีเป็นยิ่งนัก

ขุนแสนทองเมื่อได้ยินพระพุทธเจ้ากล่าวกับเทวดานั้นก็ได้ทูลถามว่า ตนได้นำสัปทนทองคำกั้นแดดถวายจักได้รับอานิสงส์อันใด เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน “ดูกรขุนแสนทองมีรุกขเทวดาองค์หนึ่งอยู่ทางทิศเหนือไม่ไกลจากที่นี้ อีก ๗ วัน ก็จะจุติจากวิมานแล้ววิมานนั้นสูง ๑๒ โยชน์ ด้วยอานิสงส์ของท่าน เมื่อท่านสิ้นบุญไปแล้วจักได้ไปเกิดเป็นเทวบุตรและมีวิมานนั้นสูงได้ ๑๒ โยชน์ ด้วยอานิสงส์ของท่าน เมื่อท่านสิ้นบุญไปแล้วจักได้ไปเกิดเป็นเทวบุตรและมีวิมานอยู่อาศัยดูแลรักษาพระสารีริกธาตุแห่งตถาคตในภูเขานี้ นับนานได้ ๕,๐๐๐ ปี

เมื่อใดพระศรีอาริยเมตตรัยลงมาจุติ ขุนแสนทองจักได้เป็นสาวกองค์หนึ่งด้วย ขุนแสนทองมีความยินดียิ่งนัก ได้ขออาราธนานิมนต์พระพุทธเจ้าอยู่ เพื่อจักได้เป็นกุศลผลบุญอันยิ่งใหญ่แก่ตนถึง ๗ วัน กับได้ปรารภกราบลาไปสู่เมืองของตน พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามว่า “บ้านท่านอยู่ไกลจากที่นี่เพียงไร” ขุนแสนทองทูลถวายว่า บ้านเมืองตนมีอยู่ประมาณครึ่งการุต และไกลออกไป ๕๐๐ ขาธนู และในวันรุ่งขึ้นขุนแสนทองได้นำหลานตนเองอายุ ๑๗ ปี มาฝากเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ทั้งได้นำโภชนาอาหารอันประณีตพร้อมด้วยลูกสมอถวายแด่พระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าฉันแล้ว พระอานนท์จึงทูลถามจักนำอาหารที่เหลือไปไว้ ณ แห่งใดดี

พระพุทธองค์จึงกล่าวว่า “ดูกรอานนท์ ที่ใดไม่เป็นที่สาธารณะก็นำไปเทไว้ที่นั้น และหากผู้ใดมากินอาหารนั้นก็จักเจริญด้วยธรรมทั้งปวง ๕ ประการแก่เขาผู้นั้นแล” พระอานนท์พิจารณาที่อันควรแล้ว จึงเดินไปทางทิศตะวันตกของเขาลูกนั้นประมาณ ๕๘๐ วา ซึ่งมีจอมปลวกสูงเกิดขึ้นระหว่างหิน ๓ ก้อน คล้ายก้อนเส้า (เตาหุงโบราณ) เทอาหารและอธิษฐานว่าน้ำเหลือจากการฉันอาหารแล้วของพระพุทธเจ้านี้ ขอรินน้ำสมอไพรต้นนี้สู่แผ่นดินตรงนี้ อย่าได้มีความแห้งแล้งเลย ทั้งสมอต้นนี้ก็อย่าได้แห้งตายลงเลย ขอให้สมอไพรต้นนี้จงอายุ ๕,๐๐๐ ปี ด้วยเถิด หากว่าสมภารรูปใดมาพบ หรือบุคคลใดมาดื่มน้ำนี้แล้วก็จักเจริญด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นต้นว่า จักมีอายุยืนนาน มีลักษณะงดงาม ดังคำอธิษฐานของพระอานนท์ด้วยเถิด”

เมื่อขุนแสนทอง นำหลานของตนมามอบถวายแด่พระพุทธเจ้าเพื่ออุปสมบทแล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้บวชให้เป็นพระภิกษุ แล้วสอนวิปัสสนากัมมัฏฐานให้พอภาวนาได้ วันหนึ่งก็ได้เป็นพระอรหันต์ในวันนั้น ได้รับมงคลนามจากพระพุทธเจ้าว่าอุบาสกผู้เป็นเป็นโยมอุปัฏฐากพระพุทธเจ้ากับผู้ดูแลใกล้ชิด

ณ ที่เหนือภูเขาอุจจุปัปปัตตา พระพุทธองค์ได้ประทับอยู่เทศนาโปรดมนุษย์เทวดาทั้งหลายได้ ๗ วัน ๗ คืน เมื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายสดับพระธรรมเทศนาของพระองค์ได้ ๗ วัน ๗ คืน ได้รับรสพระธรรมอันวิเศษบรรลุธรรมเป็นโสดาบันจำนวนถึง ๘๔,๐๐๐ คน ส่วนขุนแสนทองนั้นถวายเครื่องไทยทานอันเป็นทานมหากุศลแก่พระพุทธเจ้าและเหล่าอรหันต์เจ้า ๕๐๐ องค์ ในเวลา ๗ วัน ๗ คืน รวมข้าวของถวายทานทั้งหมดเป็นประมาณโกฏิหนึ่ง

ครั้นแล้ว พระพุทธเจ้าก็เสด็จดำเนินตามไหล่เขานั้นมาลงสู่แม่น้ำระมิงค์ กับเสด็จพระราชดำเนินสำรวจดูสถานที่อันจะเก็บพระบรมอัฐิธาตุไว้ในอนาคต เมื่อพระองค์ทำนายไว้แล้วก็เสด็จผ่านหมู่บ้านใหญ่น้อย และเทศนาธรรมโปรดชาวบ้านแถบนั้น แล้วจึงเสด็จกลับป่าเชตวันอารามที่พระองค์ประทับเป็นประจำ

ขณะนั้น พระอุบาลีเถระก็ติดตามพระพุทธเจ้า เหล่ารุกขเทวดาตามลำดับนั้น ก็จุติพรากจากวิมานของตนได้ไปจุติในทิพยวิมานชั้นฟ้าแห่งชั้นจาตุมหาราชิกา ส่วนเทวดาผู้รักษาพระบรมอัฐิธาตุแห่งพระพุทธเจ้านั้น ก็ได้ไปสู่วิมานของตน

วันซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จจากดอยเกิ้งไป ขุนแสนทองก็ไปหาเพื่อนบ้านจำนาน ๑๑๖ คน ซึ่งอาศัยอยู่ตามเชิงดอยอุจจุปัปปัตตาไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหมู่บ้านประมาณ ๑๐๐ หลังคาเรือน ขุนแสนทองกล่าวว่า “เพื่อนทั้งหลาย ตัวเรานี้เป็นขุนเมื่ออายุ ๒๕ ปี จึงได้สถาปนาแทนพ่อว่า บัดนี้พระพุทธเจ้าพระองค์ประกอบไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันมหาศาลทั้งยังโปรดตัวเรา พระองค์ได้มอบพระเกศาธาตุให้เป็นที่สักการบูชาแก่เรา ๑ องค์ (หนึ่งเส้น) ยาว ๘ นิ้ว

เรามีความยินดียิ่งนักขอให้หมู่บ้านเรา ๑๐๐ ครอบครัวนี้ ช่วยบริจาคข้าวเปลือกปีละ ๗ ถัง (เจ็ดต๋าง) เริ่มมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดแห่งตระกูลเรา ยังมิได้ขอสิ่งใดจากสูเจ้า (ท่านทั้งหลาย) เลย ตัวเราจะขอนำข้าวเปลือกนี้บริจาคทานรอบๆ ภูเขา อันเป็นการค้ำชูพระธาตุดอยเกิ้งนี้ไว้ อย่าให้คนทั้งหลายมาเบียดเบียนพระบรมธาตุแห่งพระพุทธเจ้านี้ และสูเจ้าทั้งหลายก็จะได้เป็นข้าราชบริภารของพระพุทธเจ้าไว้ด้วย หมู่บ้านนี้ภายหน้าขอตั้งชื่อไว้ว่า “บ้านแว้ง” เถิด” ปวงชนทั้งหลายต่างเห็นดีด้วย ตามขุนแสนทองทุกประการ หมู่บ้านนี้ยังอยู่ที่นั่นตลอดมาจนทุกวันนี้

วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้ง

ที่มา dannipparn.com